ดนตรีที่มีจังหวะและท่วงทำนองที่เหมาะสม จะมีผลทำให้สมองพัฒนาได้ถึงขีดสุด

January 15th, 2015

สมองของเด็กประกอบด้วยเซลล์ประสาทเป็นจุดๆ กำลังรอคอยการเชื่อมต่อกันเพื่อนำเข้าส่งต่อและบันทึกข้อมูลต่างๆ ทุกๆ ครั้งที่เด็กถูกกระตุ้นให้คิด จุดเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นหรือที่มีอยู่แล้วก็แข็งแรงขึ้น ถ้ามีจุดเชื่อมต่อโยงใยมาก เซลล์จะแข็งแรงและฉลาดยิ่งขึ้นแต่ถ้าไม่ได้รับข้อมูลเป็นเวลานานเซลล์ประสาทก็จะเหี่ยวเฉาตายไป

การศึกษาทารกอายุ 3 เดือน ซึ่งเรียนรู้ทักษะง่ายๆ ขณะฟังดนตรีคลาสสิกพบว่า เด็กๆ จะจำสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ได้นาน และเมื่อเปิดเพลงเดิมให้ฟังอีกครั้ง หลังจากนั้นไปอีก 7 วัน เด็กก็ยังจำเพลงนั้นได้อยู่

การศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฝึกเล่นเปียโน กลุ่มที่ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกฝนใดๆ พบว่าในระหว่างที่ทำการวิจัย มีกลุ่มเด็กที่เล่นเปียโนเพียงกลุ่มเดียว ที่มีความสามารถเข้าใจเหตุผลของความสัมพันธ์เชิงมิติของสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วเพิ่มขึ้น 37%

การศึกษากลุ่มเด็กอนุบาล พบว่า ความสามารถในการจำแนกเสียงสูงต่ำ สัมพันธ์กับทักษะการเรียนรู้ ด้านการอ่านหนังสือ

Fran Rauscher และ Gordon Shaw แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ ได้ทำการศึกษาผลจากการฟังเพลงโมสาร์ท พบว่าเพลงคลาสสิกมีอิทธิพลต่อการคิดวิเคราะห์เหตุผลเชิงความสัมพันธ์ในมิติของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ เขาทำการทดลองกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย 3 กลุ่ม กลุ่มแรกฟังเพลงโซนาต้าของโมสาร์ท กลุ่มที่สองฟังเพลงประเภทผ่อนคลาย กลุ่มที่สามไม่เปิดเสียงใดๆ ให้ฟัง พบว่าหลังจากกลุ่มแรกที่ฟังเพลงโซนาต้าของโมสาร์ทไม่กี่นาที สามารถทำคะแนนสอบในวิชาทักษะด้านการหาเหตุผลด้านความสัมพันธ์เชิงมิติเพิ่มขึ้น 62% ซึ่งดีกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ปี พ.ศ. 2537 นักจิตวิทยาชื่อ Fran Raucher และนักฟิสิกส์ Gordon Shaw มหาวิทยาลัย University of California-Irvine วิจัยหาจุดต่อระหว่างดนตรี ทักษะในทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ กลุ่มแรกได้รับการฝึกให้ร้องเพลงทุกวัน กลุ่มสองได้รับการฝึกคีบอร์ดสัปดาห์ละครั้ง กลุ่มสามไม่ได้รับการฝึกดนตรีใดๆ แม้การให้เด็กอายุ 3 ขวบ เรียนดนตรีจนประสบความสำเร็จ จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มีผลผนวกดนตรีเข้ากับการเรียนได้เป็นอย่างดี หลังจาก 8 เดือน เด็กที่ได้รับการฝึกดนตรีมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นถึง 46% มากกว่าเด็กกลุ่มควบคุมซึ่งพัฒนาเพียง 6% และเด็กที่พัฒนาความฉลาดจากการเล่นดนตรีได้อย่างน่าตื่นเต้นคือ เด็กพิการ

งานวิจัยอีกชิ้นกล่าวว่า ช่วงเวลาที่เด็กจะพัฒนาความฉลาดทางดนตรีให้มากที่สุดคือทันทีที่เด็กเกิด เพราะสมองบางส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้ในการพัฒนาด้านดนตรี อาจถูกเปลี่ยนไปใช้พัฒนาในด้านอื่นๆ ดังนั้นยิ่งเด็กได้เรียนรู้ดนตรีเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีความสามารถในการเรียนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวิจัยว่าดนตรีแบบต่างๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กต่างกัน ดนตรีคลาสสิกมีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคได้ ขณะที่เพลงมาร์ชปลุกใจสามารถเพิ่มอาการ hyperactivity ให้เด็กบางคน ส่วนดนตรีร๊อคและดิสโก้ อาจเป็นการกระตุ้นเด็กมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการเปิดดนตรีให้เด็กฟังตลอดเวลา เพราะความเงียบเป็นอีกส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการแยกแยะเสียงของเด็ก เมื่ออยู่ในที่เงียบ เด็กจะเพ่งสมาธิไปยังการฟังได้ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดนตรีหนักๆ เร่งเร้า กระตุ้นตลอดเวลา จะทำให้เด็กโวยวาย และทำให้ความสามารถในการฟังลดลง

สรุปแล้วดนตรีที่มีจังหวะและท่วงทำนองที่เหมาะสม จะมีผลทำให้สมองพัฒนาได้ถึงขีดสุด เสริมความฉลาดในหลายๆ ด้าน ช่วยเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เพิ่มความสนใจในงานต่างๆ และพัฒนาการควบคุมสิ่งกระตุ้นและพัฒนาการเคลื่อนไหว

ฟังเพลงช่วยกระตุ้นความจำ

December 6th, 2014

ความจำเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง หากสูญเสียไปย่อมส่งผลต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก โรคที่มีอาการความจำเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ โดยในประเทศไทยพบสูงถึง 3.3% ในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าในประชากรอายุมากกว่า 90 ปี อาการความจำเสื่อมมักเป็นอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จากนั้นจึงจะมีความผิดปกติของสมองส่วนอื่นๆ ตามมา จนกระทั่งสูญเสียการทำงานของสมองโดยรวมอย่างสิ้นเชิง อาจเปรียบได้ว่าสมองกำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปเป็นทารกอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในหลายกรณีกลับพบว่าถึงแม้ระบบความจำและการใช้ภาษาของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมีการทำหน้าที่อย่างผิดปกติ แต่ความสามารถและความทรงจำทางด้านดนตรีกลับคงอยู่

จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษพบว่า ในระหว่างการสนทนากับผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หากได้มีการเปิดเพลงคลอเบาๆ ไปด้วยจะมีผลทำให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้น สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงดนตรีที่ผ่านเข้าไปยังสมองมีผลช่วยในการจัดเรียงระบบการทำงานของเซลล์สมองให้สามารถที่จะจดจำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้บำบัดผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ นอกจากนี้เสียงเพลงดังกล่าวยังทำให้พฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ผลของดนตรีต่อความจำไม่ได้มีผลดีต่อผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมเท่านั้น หากแต่ส่งผลดีต่อคนทั่วไปด้วยเช่นกัน คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของความจำของนักศึกษาโดยให้ฟังเพลงคลาสสิกของโมสาร์ท ผลปรากฏว่าความจำของนักศึกษาที่ผ่านการทดลองมีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี เช่น การเปิดเพลงระหว่างการทำงานของพนักงานบริษัท หรือการเปิดเพลงในห้องสมุดโรงเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและความจำให้ดียิ่งขึ้น

“ไม่ว่าจะปวดกายหรือปวดใจก็คลายได้ด้วยเสียงเพลง” ผลของดนตรีต่ออาการปวด “ความเจ็บปวด” คือความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นการเจ็บปวดทางกาย เช่น จากบาดแผลหรือโรคภัยไข้เจ็บ หรือการเจ็บปวดทางใจ ก็ทำให้เกิดความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น

มนุษย์ได้มีการใช้ดนตรีบำบัดความเจ็บปวดผ่านท่วงทำนองต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ชนบางกลุ่มใช้การสวดมนต์หรือการร้องเพลงในส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยคลายจากความทุกข์ทรมานของโรคหรือบาดแผล ในปัจจุบันก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าผลของดนตรีสามารถใช้ในการบรรเทาอาการปวดได้หลากหลาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการปวดจากโรคเนื้องอก อาการปวดบาดแผลหลังการผ่าตัด หรือแม้แต่อาการปวดที่ว่ากันว่าแสนสาหัสอย่างการปวดครรภ์ โดยพบว่าการฟังดนตรีสามารถลดการใช้ยาแก้ปวดได้มากถึง 50% ทราบอย่างนี้แล้วสามีท่านใดมีภรรยากำลังจะคลอด อย่าลืมติดเพลงโปรดไปให้ภรรยาฟังเวลาเบ่งท้องคลอดด้วย

การร้องเพลงเพื่อสุขภาพช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

November 9th, 2014

ดนตรี เป็น สิ่งที่มนุษย์ทุกคนชอบเพราะดนตรีมีสีสันความงดงามทำให้ทุกคนเกิดความสุขความ เพลินเพลินได้เวลาที่ฟัง ดนตรีสามารถนำมารักษาโรคได้ เนื่องจากการวิจัยในและต่างประเทศ ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมาพบว่าดนตรีสามารถรักษาโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับเสียง ,ความดัง และความเร็วของจังหวะที่ได้ยิน จะทำให้บุคคลนั้นมีสภาพร่างกายที่ดีหรือเลวก็ได้ เป็นต้นว่า ถ้าได้ฟังเพลงจังหวะที่ช้า ผ่อนคลายสบาย ระดับเสียงปานกลาง นุ่มนวล จะรู้สึกผ่อนคลายสบาย ๆ แต่ถ้าฟังเพลงจังหวะเร็ว ดังมาก หรือความเข้มระดับเสียงที่สูง จะทำให้คนป่วยได้ มีรายงานทางอินเตอร์เน็ต เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 พบว่าเครื่องเสียงในรถยนต์ที่มีกำลังมาก ดังมาก มีความแรง กระทบกับผู้ฟัง ทำให้ปอดฉีกได้หรือทำให้หัวใจวายตายได้ด้วย ฉะนั้นการฟังเสียงดังมาก ๆ จะเกิดคลื่นเสียงอัดผ่านอากาศเข้าไปในตัวเราได้ และทำให้ช่องอากาศในปอดเกิดความดันขึ้นทะลุได้

การร้องเพลงเพื่อสุขภาพ
ต้องเก็บกักลมหายใจ ให้ถูกต้อง นิ่งอย่างมีสมาธิ ถ้าร้องเพลงเพื่อสุขภาพเพื่อบำบัดรักษาให้มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ให้มีพลังมากขึ้นจะต้องมีสมาธิในการร้องเพลง ทำจิตใจให้ผ่องแผ่ว ปลอดโปร่ง โดยการหลับตา นั่งให้สบาย ดึงความคิดความกังวล ความเครียดพัก 1 นาที รับรู้ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูกตลอดเวลา จากการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ยืนยันว่า การฝึกสมาธิทำให้เกิดภูมิต้านโรค ทำให้จิตใจ สุขสงบ ผ่อนคลาย มีสติ ความนึกคิดที่เป็นระบบที่ดี นำมารักษาโรคร่วมกับการรักษาทางการแพทย์

การร้องเพลง ควรไม่คิดเรื่องอื่นเลย ร่างกายจะหลั่งสารแผ่วความสุขออกมาทำให้ภูมิต้านทานโรค มีกลไกการตอบสนองต่อเสียงเพลง เสียงร้อง ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและการศึกษา ดร.อีโมโต้ ได้มีรายงานน่าสนใจใน 1 ปีที่ผ่านมาว่าน้ำในตัวเราหรือน้ำดื่มสามารถตอบสนองต่อเสียงเพลงได้ ทำให้น้ำนี้มีพลังขึ้น เนื่องจากว่าน้ำสามารถตอบสนองต่อคลื่นของเสียงที่มีคุณภาพได้ น้ำจะเปลี่ยนประจุเกิดพลัง เมื่อเราใช้ดื่มจะช่วยบรรเทาอาการรักษาโรคได้ จากการวิจัยพบว่า น้ำที่ผ่านการสวดมนต์หรือเสียงเพลงเข้าไป เมื่อนำไปตกผลึก ซึ่งผลึกนั้นจะเกิดความสวยงาม ส่วนนี้ในตัวเราจะเป็นน้ำอยู่ 2 ใน 3 ส่วนของร่างกาย ถ้าเราร้องเพลงหรือฟังเพลงที่มีคุณภาพ ตั้งสมาธิ สติ ให้ดีในช่วงร้องเพลงหรือฟังเพลง ทำให้น้ำในร่างกายมีพลังขึ้น เรามีกำลังต่อสู้ กำลังใจ ต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ สุขภาพดีขึ้น

การฟังเพลงช่วยเพิ่มพัฒนาการที่ดีให้แก่ลูกรักที่อยู่ในครรภ์

October 29th, 2014

การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ คือ กรรมพันธุ์ อาหารการกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอด ปัจจัยทางกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ พ่อแม่ที่เฉลียวฉลาดก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีนี้มาให้ลูกได้  ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น

เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นคือเสียงเพลง

โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง เวลาคุณแม่ฟังเพลงควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมามีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี

อารมณ์ของเพลงนั้นจะมีผลต่ออารมณ์ของแม่โดยตรง

เมื่อแม่ฟังเพลงที่ชอบแล้วมีความสุข ความสุขนั้นแม่ก็จะส่งไปยังทารกที่นอนอยู่ในครรภ์ นอกจากการฟังเพลงจากเครื่องเล่นเสียงแล้ว คุณแม่หรือคุณพ่ออาจจะเป็นผู้ร้องเพลงให้ลูกฟังก็ได้ ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสมองของลูกน้อยได้เช่นกัน ถ้าคุณแม่ต้องการให้ลูกน้อยชินและจดจำเพลงใดได้ คุณแม่อาจต้องทนฟังเพลงเดิมๆไปกับลูกทุกวัน เพราะลูกสามารถรับรู้และเรียนรู้เพลงๆนั้นได้ หลังคลอดคุณแม่ลองเปิดเพลงเดิมนั้นอีกก็จะช่วยให้ลูกสงบ ไม่ร้องกวนและหลับง่ายขึ้น เนื่องจากลูกเคยชินต่อเสียงเพลงนั้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์

การให้ลูกในท้องฟังเพลงจะช่วยให้ลูกผ่อนคลายและอารมณ์ดี จึงเลือกเปิดเพลงคลอเบาๆเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายทั้งคุณแม่และลูก แต่คุณแม่หลายท่านก็ยังมีความเข้าใจที่ผิด คิดว่าถ้าเปิดเพลงเบาๆลูกอาจจะไม่ได้ยิน จึงอยากให้ลูกฟังเพลงชัดๆ เสียงดังๆ ด้วยการนำหูฟังไปแนบที่ท้องพร้อมกับเร่งเสียงให้ดัง ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดและนับเป็นอันตรายเพราะการเปิดเสียงเพลงดังๆให้ลูกฟังนั้นจะเป็นการไปรบกวนลูกน้อยในท้อง เนื่องจากประสาทหูของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงยังไม่สามารถฟังเสียงที่ดังเกินไปได้ และด้วยพื้นที่ในท้องของคุณแม่ที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อได้ยินเสียงดังๆ ลูกน้อยจึงไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเสียงเหล่านั้นได้ เด็กอาจจะเกิดความเครียด ส่งผลต่อการถดถอยของพัฒนาการได้

วิธีการลดความเครียดด้วยดนตรีบำบัด และลดความเครียดด้วยเสียงเพลง

September 5th, 2014


ความเครียดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของเราลดลง ทำให้เราแก่ตัวเร็วขึ้น วิธีดนตรีบำบัด เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยละความเครียด และเป็นการชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพด้วยตนเองง่ายๆ ฟัง เสียงดนตรีคึกคักใจเราก็อยากเต้นตาม แต่พอเป็นจังหวะสบายๆ เราก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย อย่างกับว่าจังหวะและเสียงนั้นสั่งใจเราได้ก็ไม่ผิดนัก

ด้วย เหตุนี้เองคนยุคใหม่เลยนำความมหัศจรรย์ของดนตรีมาใช้กับการบำบัดความเครียด นอกเหนือจากการฟังเพลงทั่วๆ ไปแล้วรู้สึกดี ซึ่งจะว่าไปแล้ว ดนตรีไม่ได้เกิดจากจินตนาการในการจับโน่นผสมนี่ของตัวโน้ตอย่างที่เราคิด แต่เป็นการเรียบเรียงที่เป็นแบบแผน และมีโครงสร้างที่สามารถอธิบายในแนวทางวิทยาศาสตร์ได้ ดนตรีจึงสามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาบำบัดมความรู้สึก และอารมณ์เราได้อย่างน่าเชื่อถือ

ดนตรี เป็นสื่อภาษาสากลที่ไม่ว่าคนชาติไหนๆ ก็เข้าใจเนื้อดนตรีเดียวกัน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ดนตรีจึงสามารถใช้สื่อสารได้กับคนทั้งโลก รวมทั้งการนำมารักษาโรคได้กับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนที่ผิดปกติทางอารมณ์

ตั้งแต่อดีตมาแล้วที่เรารู้จักดนตรี และยังพบว่ามันมีพลังมหาศาลนารรักษาโรค อย่างคนธิเบตก็ใช้วิธีการเคาะระฆัง เคาะชาม และใช้เสียงสวดมนต์ในพิธีกรรม ที่เชื่อด้วยว่าจะช่วยปรับสมดุลใจของเรา คนไทยเราเองก็ใช้การสวดมนต์ ที่นอกเหนือจากเรื่องศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยสงบจิตใจเราให้นิ่งขึ้น

เวลาเราซึมเซา อยากกระฉับเฉง แค่เปิดดนตรีฟังสนุกเราก็ตื่นตัวขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้ว ดนตรีจึงมีพลังกับเราไม่น้อยเลย และยังสามารถนำมาจัดการกับความเครียดได้ด้วย เพราะหากเราได้ฟังดนตรีจังหวะผ่อนคลาย การทำงานของสมองเราจะตอบสนองตาม และร่างกายของเราจะเปลี่ยนไป เช่น หายใจเรียบขึ้น หัวใจเต้นช้าลง ความดันเลือกปกติ ม่านตาหดลง กล้ามเนื้อก็ไม่ตึงเกร็ง ผลดีเหล่านี้ทำให้เราศึกษาการใช้ดนตรีมาบำบัดความเครียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ และยังรักษาร่างกายที่เจ็บป่วยได้อีกด้วย

ประโยชน์ดนตรีบำบัด
• ลดความวิตกกังวลได้ เพียง เราฟังดนตรีจังหวะช้าๆ ผ่อนคลาย พลางหลับตาจินตนาการภาพที่เรารู้สึกดี เราก็จะลดความตึงเกร็งของร่างกายทุกส่วนลง และยังปรับสมดุลใจเราให้เป็นปกติ
• เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ เพราะเมื่อร่างกายสงบ การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ การหายใจผ่อนคลาย และความเจ็บปวดลดลง ร่างกายก็จะตอบสนองเป็นจิตใจที่ดี มีภูมิคุ้มกันยามเจ็บป่วย
• เพิ่มทักษะการสื่อสาร คนที่สื่อสารติดขัด ดนตรียังช่วยปรับคลื่นเราสมองเราให้เป็นปกติ ทำให้เราเรียบเรียงความคิดและการสื่อสารออกไปดีขึ้นได้ รวมทั้งการแสดงออกของเราด้วย
• ทำให้เรามั่นใจขึ้น การขาดความมั่นใจในตัวเองก็เป็นปัญหาทางจิตใจอย่างหนึ่ง แต่หากเราได้บำบัดเป็นกลุ่ม ได้ร้องเพลงร่วมกัน ได้เต้นรำไปด้วย ก็มีการพบว่าเราจะให้ความสำคัญกับตัวเรามากขึ้น มั่นใจในการแสดงออกขึ้น
• เยียวยาบำบัดโรค โรค ในที่นี้มีทั้งโรคทางร่างกาย และโรคทางจิต มีการนำดนตรีมารักษาอย่างจริงๆ จังๆ แล้วมากมาย แล้วพบว่าช่วยให้คนไข้เคลื่อนไหวและควบคุมตัวเองดีขึ้น ลดการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แก้ปมในใจ และยังสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวกได้เป็นอย่างดี

หรือลองมาบำบัดอารมณ์ให้สดใส ด้วยการฝึกใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ตามนี้
วิธีการบำบัดความเครียดด้วยดนตรี

1. เลือกดนตรีที่เรารู้สึกดี ฟังสบาย อาจเป็นทำนองหรือมีเนื้อร้องก็ได้ แต่เหมาะกับอารมณ์ในเวลานั้น เช่น ดนตรีบำบัดเครียด หรือดนตรีเพิ่มความตื่นตัว เป็นต้น
2. เอนหลังไปกับที่นอนหรือเก้าอี้นุ่มๆ ปรับอุณหภูมิหรือห่มผ้าให้อุ่นสบาย
3. เปิดดนตรีฟังสัก 10 – 15 ที หลับตาจินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ หรือภาพที่เราประทับใจน้ำ
4. อาจเพิ่มการจุดเทียนหอม หรือเหยาะน้ำมันหอมระเหยเพื่อปรับบรรยากาศห้องเพิ่มก็ได้