การฟังเพลงช่วยเพิ่มพัฒนาการที่ดีให้แก่ลูกรักที่อยู่ในครรภ์

October 29th, 2014

การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ คือ กรรมพันธุ์ อาหารการกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอด ปัจจัยทางกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ พ่อแม่ที่เฉลียวฉลาดก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีนี้มาให้ลูกได้  ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น

เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นคือเสียงเพลง

โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง เวลาคุณแม่ฟังเพลงควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมามีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี

อารมณ์ของเพลงนั้นจะมีผลต่ออารมณ์ของแม่โดยตรง

เมื่อแม่ฟังเพลงที่ชอบแล้วมีความสุข ความสุขนั้นแม่ก็จะส่งไปยังทารกที่นอนอยู่ในครรภ์ นอกจากการฟังเพลงจากเครื่องเล่นเสียงแล้ว คุณแม่หรือคุณพ่ออาจจะเป็นผู้ร้องเพลงให้ลูกฟังก็ได้ ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสมองของลูกน้อยได้เช่นกัน ถ้าคุณแม่ต้องการให้ลูกน้อยชินและจดจำเพลงใดได้ คุณแม่อาจต้องทนฟังเพลงเดิมๆไปกับลูกทุกวัน เพราะลูกสามารถรับรู้และเรียนรู้เพลงๆนั้นได้ หลังคลอดคุณแม่ลองเปิดเพลงเดิมนั้นอีกก็จะช่วยให้ลูกสงบ ไม่ร้องกวนและหลับง่ายขึ้น เนื่องจากลูกเคยชินต่อเสียงเพลงนั้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์

การให้ลูกในท้องฟังเพลงจะช่วยให้ลูกผ่อนคลายและอารมณ์ดี จึงเลือกเปิดเพลงคลอเบาๆเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายทั้งคุณแม่และลูก แต่คุณแม่หลายท่านก็ยังมีความเข้าใจที่ผิด คิดว่าถ้าเปิดเพลงเบาๆลูกอาจจะไม่ได้ยิน จึงอยากให้ลูกฟังเพลงชัดๆ เสียงดังๆ ด้วยการนำหูฟังไปแนบที่ท้องพร้อมกับเร่งเสียงให้ดัง ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดและนับเป็นอันตรายเพราะการเปิดเสียงเพลงดังๆให้ลูกฟังนั้นจะเป็นการไปรบกวนลูกน้อยในท้อง เนื่องจากประสาทหูของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงยังไม่สามารถฟังเสียงที่ดังเกินไปได้ และด้วยพื้นที่ในท้องของคุณแม่ที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อได้ยินเสียงดังๆ ลูกน้อยจึงไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเสียงเหล่านั้นได้ เด็กอาจจะเกิดความเครียด ส่งผลต่อการถดถอยของพัฒนาการได้

วิธีการลดความเครียดด้วยดนตรีบำบัด และลดความเครียดด้วยเสียงเพลง

September 5th, 2014


ความเครียดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของเราลดลง ทำให้เราแก่ตัวเร็วขึ้น วิธีดนตรีบำบัด เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยละความเครียด และเป็นการชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพด้วยตนเองง่ายๆ ฟัง เสียงดนตรีคึกคักใจเราก็อยากเต้นตาม แต่พอเป็นจังหวะสบายๆ เราก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย อย่างกับว่าจังหวะและเสียงนั้นสั่งใจเราได้ก็ไม่ผิดนัก

ด้วย เหตุนี้เองคนยุคใหม่เลยนำความมหัศจรรย์ของดนตรีมาใช้กับการบำบัดความเครียด นอกเหนือจากการฟังเพลงทั่วๆ ไปแล้วรู้สึกดี ซึ่งจะว่าไปแล้ว ดนตรีไม่ได้เกิดจากจินตนาการในการจับโน่นผสมนี่ของตัวโน้ตอย่างที่เราคิด แต่เป็นการเรียบเรียงที่เป็นแบบแผน และมีโครงสร้างที่สามารถอธิบายในแนวทางวิทยาศาสตร์ได้ ดนตรีจึงสามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาบำบัดมความรู้สึก และอารมณ์เราได้อย่างน่าเชื่อถือ

ดนตรี เป็นสื่อภาษาสากลที่ไม่ว่าคนชาติไหนๆ ก็เข้าใจเนื้อดนตรีเดียวกัน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ดนตรีจึงสามารถใช้สื่อสารได้กับคนทั้งโลก รวมทั้งการนำมารักษาโรคได้กับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนที่ผิดปกติทางอารมณ์

ตั้งแต่อดีตมาแล้วที่เรารู้จักดนตรี และยังพบว่ามันมีพลังมหาศาลนารรักษาโรค อย่างคนธิเบตก็ใช้วิธีการเคาะระฆัง เคาะชาม และใช้เสียงสวดมนต์ในพิธีกรรม ที่เชื่อด้วยว่าจะช่วยปรับสมดุลใจของเรา คนไทยเราเองก็ใช้การสวดมนต์ ที่นอกเหนือจากเรื่องศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยสงบจิตใจเราให้นิ่งขึ้น

เวลาเราซึมเซา อยากกระฉับเฉง แค่เปิดดนตรีฟังสนุกเราก็ตื่นตัวขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้ว ดนตรีจึงมีพลังกับเราไม่น้อยเลย และยังสามารถนำมาจัดการกับความเครียดได้ด้วย เพราะหากเราได้ฟังดนตรีจังหวะผ่อนคลาย การทำงานของสมองเราจะตอบสนองตาม และร่างกายของเราจะเปลี่ยนไป เช่น หายใจเรียบขึ้น หัวใจเต้นช้าลง ความดันเลือกปกติ ม่านตาหดลง กล้ามเนื้อก็ไม่ตึงเกร็ง ผลดีเหล่านี้ทำให้เราศึกษาการใช้ดนตรีมาบำบัดความเครียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ และยังรักษาร่างกายที่เจ็บป่วยได้อีกด้วย

ประโยชน์ดนตรีบำบัด
• ลดความวิตกกังวลได้ เพียง เราฟังดนตรีจังหวะช้าๆ ผ่อนคลาย พลางหลับตาจินตนาการภาพที่เรารู้สึกดี เราก็จะลดความตึงเกร็งของร่างกายทุกส่วนลง และยังปรับสมดุลใจเราให้เป็นปกติ
• เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ เพราะเมื่อร่างกายสงบ การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ การหายใจผ่อนคลาย และความเจ็บปวดลดลง ร่างกายก็จะตอบสนองเป็นจิตใจที่ดี มีภูมิคุ้มกันยามเจ็บป่วย
• เพิ่มทักษะการสื่อสาร คนที่สื่อสารติดขัด ดนตรียังช่วยปรับคลื่นเราสมองเราให้เป็นปกติ ทำให้เราเรียบเรียงความคิดและการสื่อสารออกไปดีขึ้นได้ รวมทั้งการแสดงออกของเราด้วย
• ทำให้เรามั่นใจขึ้น การขาดความมั่นใจในตัวเองก็เป็นปัญหาทางจิตใจอย่างหนึ่ง แต่หากเราได้บำบัดเป็นกลุ่ม ได้ร้องเพลงร่วมกัน ได้เต้นรำไปด้วย ก็มีการพบว่าเราจะให้ความสำคัญกับตัวเรามากขึ้น มั่นใจในการแสดงออกขึ้น
• เยียวยาบำบัดโรค โรค ในที่นี้มีทั้งโรคทางร่างกาย และโรคทางจิต มีการนำดนตรีมารักษาอย่างจริงๆ จังๆ แล้วมากมาย แล้วพบว่าช่วยให้คนไข้เคลื่อนไหวและควบคุมตัวเองดีขึ้น ลดการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แก้ปมในใจ และยังสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวกได้เป็นอย่างดี

หรือลองมาบำบัดอารมณ์ให้สดใส ด้วยการฝึกใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ตามนี้
วิธีการบำบัดความเครียดด้วยดนตรี

1. เลือกดนตรีที่เรารู้สึกดี ฟังสบาย อาจเป็นทำนองหรือมีเนื้อร้องก็ได้ แต่เหมาะกับอารมณ์ในเวลานั้น เช่น ดนตรีบำบัดเครียด หรือดนตรีเพิ่มความตื่นตัว เป็นต้น
2. เอนหลังไปกับที่นอนหรือเก้าอี้นุ่มๆ ปรับอุณหภูมิหรือห่มผ้าให้อุ่นสบาย
3. เปิดดนตรีฟังสัก 10 – 15 ที หลับตาจินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ หรือภาพที่เราประทับใจน้ำ
4. อาจเพิ่มการจุดเทียนหอม หรือเหยาะน้ำมันหอมระเหยเพื่อปรับบรรยากาศห้องเพิ่มก็ได้

การฟังเพลงเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีในยามที่เครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน

August 9th, 2014

โดยปรกติแล้วการฟังเพลงถือเป็นการพักผ่อน ให้ความบันเทิงเริงรมณ์และสุทรีย์อยู่แล้ว แต่ถ้าในยามที่คุณเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน สำหรับการฟังเพลงนั้นมีประโยชน์เพื่อผ่อนคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เราจึงควรหาโอกาสฟังเพลง ในเวลาว่างหรือเวลาสบายๆ หรือเวลาที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น เวลารับประทานอาหาร เวลาการเดินทาง เวลาพักผ่อน เวลาออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเวลาทำงานบ้าน เป็นต้น แต่จะฟังเพลงในที่ทำงาน ควรเลือกเวลา สถานที่และโอกาสให้ที่เหมาะสมด้วย จะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่น

เราสามารถเริ่มต้นการฟังเพลงได้ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า เราอาจจะมีวิทยุสักเครื่อง หยิบวิทยุเข้าไปฟังเพลงในห้องน้ำ เปิดเพลงเพราะๆ เสียงใสๆ ทำให้เรามีชีวิตชีวาแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า ขณะเราออกเดินทางไปทำงานควรฟังเพลงช้าที่มีเสียงร้องที่กังวานแจ่มใส ขณะที่ทำงาน ควรฟังเพลงบรรเลง ซึ่งจะช่วยทำให้บรรยากาศทำงานสดชื่นขึ้น

ขณะออกกำลังกายควรเลือกเพลงที่มีจังหวะเร็ว จะช่วยทำให้อยากจะออกกำลังกายมากยิ่งขึ้นและออกกำลังได้เป็นเวลานาน การออกกำลังกายที่ดีควรมีการวอร์มร่างกายก่อน โดยออกกำลังกายเบาๆ โดยใช้เพลงจังหวะปานกลาง แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็วมากขึ้น และกลับมาเป็นจังหวะปานกลางอีกครั้ง การออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพ คือ จะต้องมีอัตราชีพจรประมาณ 70% ของอัตราชีพจรสูงสุดของคนคนนั้น (220 ลบด้วยอายุ) จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ลดไขมันส่วนเกิน และยังช่วยให้อารมณ์สดชื่นแจ่มใสขึ้นอีกด้วย ถ้าหากมีเหนื่อย ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมาเพื่อทำให้เกิดความสุข ในเวลาแบบนี้ เพลงช่วยทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ทำให้เกิดความสำเร็จในการออกกำลังกาย

การฟังเพลงให้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. คุณภาพของเพลงที่ฟัง ตลอดจนเครื่องเล่นเสียงที่ถ่ายทอดเพลงออกมา
2. สถานที่ที่เหมาะสมในการฟังเพลง ซึ่งจะช่วยให้ฟังเพลงได้ไพเราะขึ้น สร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับผู้ฟัง
3. โอกาสควรเป็นช่วงที่ว่าง เป็นเวลาที่ผู้ฟังมีความพร้อมที่จะฟังเพลงและมีอารมณ์มากที่สุด
4. ระยะเวลาการฟังเพลงที่เหมาะสม ถ้าฟังเพลงนานมากเกินไป จะทำให้เกิดความเบื่อ เหนื่อย และเมื่อยล้าได้ เพราะประสาทการรับฟังจะทำงานมากไป
5. ระดับการรับรู้และอารมณ์ของผู้ฟัง ประเภทของเพลงที่ฟังควรเป็นเพลงที่ไพเราะและมีความสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ดี หลีกเลี่ยงเพลงทำนองเศร้า หดหู่ หรือก่อให้เกิดความตึงเครียด สับสน รำคาญ ตื่นเต้นตกใจ เหนื่อย ดังนั้นเพลงที่มีจังหวะช้าและจังหวะปานกลาง จะได้รับความนิยมมาก เนื่องจากสามารถฟังได้หลายโอกาส

ข้อคิดและประโยชน์ที่ได้รับจากการฟังเพลง

July 25th, 2014

การศึกษาดนตรีในปัจจุบันได้รับการยอมรับให้เป็นวิชาหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเด็ก ดนตรีมีผลต่อการพัฒนาสมองเด็ก เนื่องจากในสมองมีสารเคมีบางตัวที่มีผลต่อความรู้สึก ความจำ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ช่วยทำให้เด็กมีความตั้งใจ สนใจการเรียนรู้ มีสมาธิสารเคมีนี้จะหลั่งมากเมื่อมีเด็กมีกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย การได้รับคำชมเชย การเล่นเป็นกลุ่ม การร้องเพลง การได้รับการสัมผัสที่อบอุ่น การเล่นดนตรีและการเรียนศิลปะโดยไม่ถูกบังคับ กระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสุขเกิดจากความสมดุลของสมองทั้งสองซีก ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่ไม่พึงปรารถนา และสร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้กับเด็กแนวคิดของความจำเป็นในการเรียนดนตรีสำหรับเด็กได้รับสำคัญมากขึ้นด้วยทฤษฎีความหลากหลายของสติปัญญา

ประโยชน์ของการฟังเพลงนั้นขึ้นอยู่กับเพลงที่เราฟังด้วย

ถ้าฟังเพลงภาษาอังกฤษก็จะได้เรื่องภาษา เคยมีหลายคนบอกไว้ว่าถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษก็ฟังเพลงฝรั่งให้มากๆ แล้วเราจะเริ่มเรียนรู้จนเข้าใจและสนุกไปกับภาษา แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีเนื้อหาดีๆ เราก็จะได้ข้อคิดจากการฟังเพลง จากเนื้อหาเพลงที่สอนใจ ให้กำลังใจ การฟังดนตรีให้เกิดความซาบซึ้งนั้นอาจไม่ได้เกิดจากธรรมชาติของการฟังเพลงของเราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องศึกษาประวัติ การตีความหมายของเพลง การฟังเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น การดูการแสดงดนตรี เพื่อความเข้าใจถึงธรรมชาติของเสียง การเล่นของนักดนตรี การฟังอย่างตั้งใจ และความรู้ความเข้าใจในสไตล์ดนตรีแต่ละประเภทเพื่อพัฒนาทักษะของเรา อันจะนำไปสู่การฟังเพลงอย่างเข้าถึงจิตใจ

การฟังดนตรีให้มีประสิทธิภาพ

1.คุณภาพของดนตรีที่ฟัง ตลอดจนเครื่องเสียงที่ถ่ายทอดดนตรีออกมา
2.สถานที่ ที่เหมาะสมในการฟังเพลง ซึ่งจะช่วยทำให้ฟังเพลงได้ไพเราะขึ้น สร้างบรรยากาศทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์อยากฟังเพลง
3.โอกาส ควรเป็นช่วงที่ว่าง เป็นเวลาที่ผู้ฟังมีความพร้อมที่จะฟังเพลง มีอารมณ์
4.ระยะเวลาที่เหมาะสม หากฟังเพลงนานมากไปจะทำให้เกิดความเบื่อ เหนื่อย เมื่อยล้าได้ เพราะประสาทรับฟังทำงานมากไป จึงควรฟังเพลงแต่พอสมควร
5. ระดับการรับรู้และอารมณ์ของผู้ฟัง ประเภทของเพลง ควรเป็นเพลงที่ไพเราะ สร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี

การเลือกดาวน์โหลดเพลงเพื่อสุขภาพมาฟังนั้นจะช่วยเราผ่อนคลายได้มาก

May 26th, 2014

การเลือกดาวน์โหลดเพลงเพื่อสุขภาพมาฟังนั้นจะช่วยเราผ่อนคลายได้มาก

ในด้านการแพทย์ มักแนะนำให้ใช้เสียงดนตรีกระตุ้นทารกในครรภ์มารดา ผลปรากฏว่าเด็กมีปฏิกิริยาตอบรับกับเสียงเพลง ทั้งทางพฤติกรรมและร่างกายที่ดี เสียงเพลงที่นุ่มนวลจะทำให้เด็กมีอาการสงบเงียบ ร่างกายเจริญเติบโตขึ้น และยังช่วยให้ระบบหายใจและระบบย่อยอาหารดีขึ้น นอกจากนี้การนำเสียงดนตรีมาบำบัดรักษาผู้ป่วยปัญญาอ่อน โดยเฉพาะการใช้ดนตรีสดหรือบรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยใน 48 ชั่วโมงแรก ผลปรากฏว่าช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายภาวะทางอารมณ์ และช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดได้ดี รายงานการวิจัยมากมายยืนยันว่าความสัมพันธ์ของคลื่นเสียงมีอิทธิพลต่อน้ำในร่างกายมนุษย์ กล่าวคือ หากผลึกน้ำในร่างกายมีรูปทรงหกเหลี่ยมอันเกิดจากการได้รับฟังเสียงที่ไพเราะ ก็จะสามารถแทรกซึมผ่านผนังเซลล์เพื่อแลกเปลี่ยนสารอาหารและชำระล้างของเสียออกจากร่างกายได้ ขณะที่การรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นโทรศัพท์ หรือเสียงดนตรีแนว Heavy Metal รวมทั้งมลภาวะทางเสียงทั้งหลาย กลับทำให้ผลึกน้ำในร่างกายแปรเปลี่ยนรูปทรงเป็นผลึกที่ไม่สวยงามและไม่มีคุณภาพ เช่น เป็นทรงกลม หรือเป็นรูปทรงผลึกที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ที่ด้อยลง

นักดนตรีบำบัดยืนยันว่าดนตรีสามารถเบี่ยงเบนความสนใจหรือความหมกมุ่นในใจของคนเราให้หันเหออกไปจากจุดเดิมที่เป็นอยู่ การฟังเพลงเวลาเครียดจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะสมองถูกเบี่ยงเบนและได้รับวงจรใหม่ ในต่างประเทศจึงมีการใช้ดนตรีกับผู้ป่วยหลังผ่าตัดเพื่อลดอาการเจ็บปวด ความวิตกกังวล ส่วนประเทศไทยมีการใช้ดนตรีกับกายภาพบำบัด โรคเครียด ผู้ที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ วัยรุ่นที่มีความก้าวร้าว เป็นโรคจิตซึมเศร้า ดนตรีจึงมีความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ ระบบประสาท และภูมิคุ้มกันโรค หากต้องการอารมณ์ที่จรรโลงใจและดีต่อสุขภาพจิต ลองเลือกฟังดนตรีที่ให้ความสงบสุข เช่น ดนตรีของ Kitaro, Enja หรือบทเพลงทางศาสนา ส่วนเพลงบรรเลง (Light Music) ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น สบาย หรือถ้าอยากปลุกความสามัคคีก็ลองเลือกฟังเพลงประเภทประสานเสียง เป็นต้น การอยู่ท่ามกลางเสียงดนตรีเบาๆ เราจะสัมผัสถึงความรู้สึกที่ชุ่มชื่น และอารมณ์ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล เพลงใดที่ฟังแล้วรู้สึกเข้าถึงอารมณ์ แสดงว่าเพลงนั้นมีระดับความเร็ว (Tempo) เท่ากับจังหวะชีพจร ซึ่งระดับความเร็วนี้ก็เป็นตัวช่วยสร้างอารมณ์ให้แก่ผู้ฟังด้วย